วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

H N Y 2 0 1 2

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปีศาจไร้ชื่อ Nameless Monster

วันนี้เอานิทานจากในการ์ตูนเรื่อง "moster คนปีศาจ" ของ นาโอกิ อุราซิว่า มาให้ดูกันเป็นนิทานที่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง(ในการ์ตูนมีหลายเรื่อง) เรื่องนี้เป็นชื่อ "ปีศาจไร้ชื่อ" โดยที่ชื่อของปีศาจตัวนี้ในชื่อสุดท้ายเป็นชื่อของตัวเอกในเรื่อง...การ์ตูนเรื่องนี้สนุกมากอยากแนะนำให้หามาลองอ่านดู 18 เล่มจบ


กาลครั้งหนึ่ง มีปีศาจไม่มีชื่ออยู่ตนหนึ่ง
มันอยากจะมีชื่อมาก จึงออกเดินทางหาชื่อ
แต่ว่าโลกมันช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน ปีศาจไม่มีชื่อจึงแยกร่างออกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งแยกไปทางตะวันออก อีกส่วนแยกไปทางตะวันตก
ปีศาจที่ไปทางตะวันตกเดินทางไปเรื่อยๆ จนไปพบกับช่างตีเหล็ก
นี่ลุง … ขอชื่อให้ฉันเถอะนะจ๊ะ
ชื่อเป็นของที่จะยกให้กันได้ซะที่ไหนเล่า
ถ้าลุงยอมยกชื่อให้ฉัน ฉันจะเข้าไปอยู่ในตัวของลุงและเพิ่มพลังให้เป็นการตอบแทนนะ
จริงๆ เหรอ งั้นตกลง
ปีศาจไม่มีชื่อจึงเข้าไปอยู่ในตัวของช่างตีเหล็ก
ฮ่า ๆ ๆ ฉันคือออตโต้ ฉันมีพลังมากที่สุดในหมู่บ้าน ฮ่า ๆ ๆ
ปีศาจไม่มีชื่อจึงกลายเป็นออตโต้ช่างตีเหล็ก จนกระทั่งวันหนึ่งปีศาจเริ่มหิวจนทนไม่ไหว
และมันก็กินช่างตีเหล็กจนหมด
ในที่สุดมันก็กลับกลายมาเป็นปีศาจไม่มีชื่ออีกครั้งหนึ่ง
ปีศาจไม่มีชื่อยังคงเดินทางออกหาชื่อต่อไป
แต่แม้ว่ามันจะเป็นฮันส์ ช่างทำรองเท้า มันก็ทนหิวไม่ไหว จนกลายเป็นปีศาจไม่มีชื่ออีก …
แม้จะเป็นโธมัสนายพราน มันก็ทนหิวไม่ไหวอีกอยู่ดี …
ปีศาจไม่มีชื่อยังคงเดินทางหาชื่อต่อไปจนเข้าไปในปราสาทหลังหนึ่ง พบกับเด็กชายนอนป่วยอยู่
นี่แน่ะ ถ้าเธอยกชื่อให้ฉัน ฉันจะทำให้เธอแข็งแรงขึ้น
ถ้าช่วยให้ฉันหายป่วยได้ล่ะก็ ฉันจะยกชื่อให้
ปีศาจไม่มีชื่อจึงเข้าไปอยู่ในร่างของเด็กชาย เด็กชายจึงหายป่วยและแข็งแรงขึ้นทันที
เฮ ๆ ๆ …เจ้าชายหายป่วยแล้ว เจ้าชายหายป่วยแล้ว
พระราชาและบรรดาชาวเมืองต่างดีใจกันมาก ปีศาจที่อยู่ในร่างของเด็กชายพอใจกับชีวิตในปราสาทมาก
ถึงแม้มันจะหิว มันก็อดทน
แต่เพราะว่ามันหิวมากจนทนไม่ไหว เด็กชายจึงจับพระราชากิน และยังไล่จับบรรดาข้าราชสำนัก รวมทั้งชาวเมืองกินจนหมด …
จากนั้นเด็กชายจึงออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง จนมาพบกับปีศาจไม่มีชื่ออีกตนหนึ่งที่มาจากทางตะวันออก
นี่ ๆ ฉันมีชื่อแล้วนะ ชื่อเพราะซะด้วย
ชื่อเหรอ … มันไม่เห็นจำเป็นนี่ ถึงไม่มีชื่อแต่เราก็มีความสุข เพราะเราคือปีศาจไม่มีชื่อยังไงล่ะ
เด็กชายจึงกินปีศาจไม่มีชื่อตนนั้นเสีย
… ปีศาจที่อุตส่าห์มีชื่อแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่เหลือใครให้เรียกชื่อเลยสักคนเดียว
ทั้งที่ชื่อ โยฮัน เป็นชื่อที่เพราะจะตาย

- เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือการ์ตูนเรื่องMoster คนปีศาจ ของ นาโอกิ อุราซิว่า
- จัดพิมพ์ในประเทศไทยโดยลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ เนชั่นเอ็นดูเทนเมนท์

http://www.youtube.com/watch?v=fnQA-1qlgI4&feature=player_embedded#!
ลิงค์นี้เป็นเวอร์ชั้นเคลื่อนไหวภาพสวยดี

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตั้งชื่อบทความไม่ถูกเลย


เป็นโพสที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ โ ค ต ร .......ซึมมากๆ เหงานิ่งแบบหนัง หว่องกาไว มาก

เป็นเรื่อง "ส่วนตัวและส่วนใจ"

วันก่อนๆ นั่งชิวๆ ดูว่างๆ ที่ออฟฟิคๆ (จะใส่ 'ๆ' ทำไมเยอะแยะ ไม่ต้องพอแล้ว) ก็เปิดดูหนังสั้นไปเรื่อยๆ ใน YouTube ไปเรื่อยๆ เพลินๆ ทำให้คิดถึงตอนเรียนมากๆ ที่ทำกับเพื่อน แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นน่ะซิ....พอดูหนังสั้นไปเรื่อยๆ จบก็ได้ดูหนังของ GTH เรื่องปิดเทอมใหญ่ฯ ก็ดูไปกดข้ามๆ ไปเผื่อตั้งใจดูตอนที่...อืมมม นักแสดงที่ชื่อ "เต๋อ" ที่เล่นกวนมึนโฮ กับผู้หญิงที่ในเรื่องชื่อ "นวล" แล้วก็มีดาราจากญี่ปุ่น "โซระ อาโออิ" (อิอิอิอิ) ตอนนั้นพูดตรงๆ เลยน่ะว่ารู้สึกขนลุกมาก เพราะรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันเข้าตัวมากๆ ถึงจะไม่เป๊ะแบบนี้เหอะ มาถือตอนนี้ก็ยังคิดถึงฉากหลายๆ ฉากในส่วนของเรื่องนี้ เช่น"ตอนไปส่งแฟนเสร็จแล้วรีบโทรหาเพื่อนชวนเตะบอล" "ตอนรีบไปหาแฟนเผื่อให้ทันวันครบรอบ" "ตอนที่ได้คุยโทรศัพท์กับนวล แล้วนวลพูดว่า 'ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ เราคบกันมาสามปีแล้ว' อันนี้ขนลุกสุด" "ตอนที่พระเอกเจอนวลแล้วนวลบอกเลิกแบบสุดช๊อก" หลังจากดูจบฉากบอกเลิก พูดอย่าไม่อายเลยน่ะ ผมน้ำตาซึมไหลทันที มันรู้สึกบอกไม่ถูกแต่ช่วงเวลานั้นมันทำให้ความคิดเราย้อนๆๆๆๆ ย้อนไปนึกถึงช่วงๆ หนึ่งทันที หลังจากดูจบทันทีที่ทำต่อคือเปิดเพลง "รักโลกาภิวัฒน์" โอ๊ยมันอิน (ฮา) แต่ตอนนี้มีฉากๆ หนึ่งในเรื่องที่อยากให้มันเกิดขึ้นจริงที่สุดคือ "ตอนนี้ใกล้จบพระเอกเดินในหัวลำโพงแล้วนวลโทรมาพอดีพอคุยโทรศัพท์พระเอกก็วิ่งไปที่รถไฟทันที" ตอนนี้แหละฉากนี้แหละขอเหอะขอให้เป็นจริงเหอะ

http://www.youtube.com/watch?v=_xzEjrntB6Y ดูคลิบนี้ประกอบอ่านไปด้วยจะได้อารมณ์มากครับ

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ยายคือหนึ่งในผู้หญิงสามคนที่รักมากที่สุดในชีวิต

ตอนเด็กๆ จำได้ว่ามียายเลี้ยงมา เป็นธรรมดาที่ครอบครัวๆ หนึ่งที่พ่อกับแม่ต้องทำงานเลยบางทีบางโอกาสก็ฝากยายหรือฝากย่าเลี้ยง แต่ส่วนของผมพ่อแม่ได้ฝากยายเลี้ยงจึงทำให้เป็นคนค่อนข้างติดยายสนิทซี้ๆ กันมากกว่าคนอื่นๆ บ้านยายเมื่อก่อนจำได้ว่าติดริมคลองเวลาเดินทางถ้าไม่ได้เอารถไปก็นั่งเรือหางยาวไปจอดที่ท่าหน้าบ้านเลย ได้ติดก๋วยเตี๊ยวเรือ(แล่นมาขายของจริง) เดินทางไปวัดก็พายไป จำได้ว่ายังเคยอุ้มลูกพร้าวแห้งแล้ววิ่งไปสุดท่าสะพานแล้วโดดลงมาเล่นน้ำที่คลองอีกต่างหาก(อุ้มไว้เพราะมันลอยใช้แทนโฟมตอนนั้นว่ายน้ำไม่เป็น) ดำไปหยิบโคลนใต้น้ำปาใส่กับพี่ๆ น้องๆ ก็เคยมาแล้ว (ฮา)

....ยายเป็นคนที่ไม่อยู่เฉยๆ ชอบทำนู่นขายนี่ไปเรื่อยๆ จำได้อีกว่ายายจะทำข้าวต้มมัดขาย แล้วเมื่อก่อนที่เป็นคนชอบกินก็เพราะยายขายนี่แหละ บางครั้งพอไม่ได้ขายข้าวต้มมัดยายก็เก็บฟืนเก็บไม้มาเผาให้เป็นถ่านไว้ขายแล้วก็เก็บไว้ใช้เองอีกด้วย แถมเล่นไพ่เป็นเพราะยายสอนอีกต่างหาก :P ยายเป็นคนตลกเฮฮาคุยเก่งมากๆ แถมยายนี่แหละยังเป็นคนแซวแม่ด้วยซ้ำว่าทำไมขี้บ่นจัง พอผมโตมาสักพักยายก็มีบ้างที่ไม่สบายตามอายุทำไมเจ็บขาบ้างอะไรบ้างพอเดินไปไหนมาไหนไม่สะดวกยายก็ยังหาอะไรทำอยู่ดี...ก็ได้ทำดอกไม้พลาสติกที่นั่งทำได้ทั้งวันไม่เห็นแกจะเบื่อ เคยถามว่าไม่เบื่อหรอ ยายแกยังบอกอีกว่าถ้าไม่ทำเนี่ยก็เบื่อเงินได้ไม่เท่าไหร่หรอกแต่ก็ดีกว่าอยู่เปล่าๆ............มาวันนี้ วันเสาร์ที่ 17 เดือนธันวาคม 2554....
.
.
....ยายผมได้จากผมไปแล้ว พูดไรไม่ถูก แปลกเมื่อวันนี้ตั้งใจที่เขียนบล๊อกเพราะอยากเรียบเรียงความคิดไม่ให้ฟุ่งซ่านไม่กว่านี้ ทีแรกตั้งใจจะพูดว่าเราเสียใจเพียงใด แต่ในจังหวะที่จะเขียนก็นึกถึงความผูกพันความสนุกเมื่อสมัยตอนอยู่กับยาย หลายๆ อย่าง มันผุดออกมาซึ่งบ้างเรื่องก็เกือบจะนึกไม่ออกด้วยซ้ำ

เคยบอกกับก้อยไปครั้งหนึ่งว่า "มีผู้หญิงอยู่สามคนในชีวิตที่รักมากที่สุด" "ยาย"คือหนึ่งในนั้น


ยาย.....หนูรักยายมาก และคิดถึงเสมอ คิดถึงเวลาที่เจอกันแล้วแซวกันเล่นมุกฮาๆ กันเนอะ........หลับให้สบายน่ะยาย

หลานยาย

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข้ออ้างเท่ๆ กับ iPhone

ทำไมต้องมี iPhone ?????

แล้วทำไมต้องไม่มี iPhone ล่ะ


เอาเข้าจริงๆ ถามว่าอยากได้ไหม...ตอบไปอย่างไม่คิด อยากได้ซิ โทรศัพท์บ้าอะไรทำอะไรได้ตั้งเยอะแยะ เกมก็ชอบ เน๊ตก็เล่นได้ ถ่ายรูปส่งเมล์ จิปาถะเยอะแยะ...ตั้งแต่ที่ได้อยู่(ตัว)คนเดียว ช่วงนี้ก็ออกอาการเซ็งๆ (เริ่มใส่อารมณ์ตัวเอง) เดินไปไหนมาไหนก็มีคนก้มหน้าก้มตา..ระหว่างรอกินข้าว รอรถ รอเพื่อน รอแฟนฯลฯ หรือแม้กระทั่งนั่งอยู่ด้วยกันยังก้มหน้าก้มตากดกันจริงๆ จังๆ มาคิดๆ ดูถ้าเรานั่งอยู่ในวงนั้นด้วย คงแอบน้อยใจแย่ ว่าอุตสาห์มานั่งอยู่ด้วยกัน มรึงยังจะไปคุยกับคนอื่นที่ไหนว่ะ คุยกับกรูซิ !!!!!!!


บางทีบางกลุ่มที่ทั้งโต๊ะนั่งกดนั่งก้มกัน ไม่แน่มันอาจจะคุยกันเองก็ได้ !!?!?!!?

มาถึงตัวเองทำไมไม่อยากมี มานั่งนึกๆๆๆๆๆ ดูแล้วค้นพบว่า


1 ในสมบัติในกระเป๋าของผมก็มี iPod 2GB มรดกตกทอดจากพี่ชายอยู่ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ ยังเป็นเพื่อนข้างๆ หูอย่างตลอดเวลา เลยเป็นเหตุผลที่ว่ากลัว..กล้วว่าถ้าเกิดได้ iPhone มาแล้วจะต้องวาง iPod ตัวนี้ไป คงไม่ได้มาเตะตัวนี้อีกแน่ๆ เสียดายของ แล้วถ้าเอาไปขายก็คงไม่ได้ราคาเท่าไร แล้วก็ไม่ได้อยากขายด้วย งันก็ก้มหน้าก้มตาใช้ตัวเดิมต่อไป...


มาเหตุผลอีกสักข้อ ข้อนี้ส่วนตัวล้วนๆ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ติดเกมมากๆ ไม่ต้องเป็นเกมหรอกเอาแค่ว่า ถ้าชอบอะไรแล้วยาว อารมณ์ประมาณว่า เล่นได้เรื่อยๆ และไอ้นิสัยนี้เองที่จะเกิดขึ้น ถ้าได้ iPhone มา เพราะกลัวถ้าได้มาจริงๆ กลัวจะนั่งเล่นกับมันจนลืม...ลืมหนังสือที่วางไว้ตามชั้นหนังสือ ลืมหนังที่ซื้อที่เช่ามาดู เพราะมัวแต่เล่มเกม ดูเน๊ตใน iPhone ตั้งหน้าตั้งตาก้มดูจอมากกว่าจะเงยหน้าออกมาดูอย่างอื่น


จากเหตุผลทั้งสองอย่าง..อย่างที่สองนั้นจะเป็นเหตุผลที่รู้สึกว่าจะดูเท่มากๆ แต่ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด เพราะมั่นใจตัวเองว่าคงเล่นยาว กลัวไม่ได้นั่งอ่านหนังสือ ฟังวิทยุ ดูหนัง เหมือนที่ทุกทุกวันนี้เป็นอยู่ คงรู้สึกแปลกๆ กับตัวเองเหมือนกัน


แต่..สุดท้ายจริงๆ ที่ไม่มี iPhone จริงๆ คงเป็นประเด็นที่ว่า "เงินไม่มีจ้าาาา" (ขอยืมประโยค แบงค์ AE ที่ออฟฟิค) (ฮา) จริงๆ เหตุผลนี้จริงแท้แน่นอนมาก (แต่อ้างนู่นนี่) ความรู้สึกว่าโทรศัพท์ราคาสองหมื่นกว่าบาทนี้รู้สึกว่ามันค่อนข้างแพงสมควร(กับตัวเรา) ปกติราคาโทรศัพท์ที่ตัวเองใช้ไม่เกินหมื่น ถ้าถามอีกว่าถ้าไม่ซื้อเงินสด ทำไมไม่ซื้อผ่อนล่ะ เดี๋ยวนี้ 0% เยอะแยะมาก...ก้มนั่งคิดอีกทีว่า ถ้าเราจะผ่อน"ของ"อะไรสักอย่างการผ่อนโทรศัพท์คงเป็นเรื่องที่รู้สึกไม่ถูกใจตัวเองเท่าไรนัก การผ่อนรถ ผ่อนทีวี ตู้เย็น แอร์....มันรู้สึกว่ามีประโยชน์กว่าการผ่อนโทรศัพท์กว่าน่ะ ผมว่าสิ่งที่ผ่อนผมรู้สึกว่ามันควรเป็นสิ่งที่คนในครอบครัวเราได้ใช้ด้วยน่ะ


ว่าแต่...0% นี่ใช้บัตรอะไรหรอ :P


ปล. นี่คืความรู้สึกตัวเองล้วน คนที่ผ่อนหรือใช้อยู่ก็ไม่ได้จะไปเหน็บแหนบอะไรน่ะ อยากได้เหมือนกันแหละ แต่มานั่งว่านิสัยตัวเราว่าคงเล่นเกินไปแน่ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วม..ซึ้งมวาก

ช่วงที่น้ำท่วมเป็นอย่างไรบ้างฮะ ณ เวลานี้ (ต้นเดือนธันวาคม)บางที่ก็น้ำลดแล้ว น้ำแห้ง หรือยังคงท่วมก็ยังมีอยู่ และไม่น้อยทีเดียวที่บางคนต้องสละบ้านหนีน้ำกันถ้วนหน้า ไปว่าจะไปอยู่ตามศูนย์อพยพ หรืออยู่ตามบ้านเพื่อนบ้านญาติก็ตามสะดวกกันไป


ส่วนผมก็เร่ร่อนไปเรื่อยๆ ตามสะดวกในเวลานั้น แต่..ช่วงที่ลำบากๆ ในการขนย้ายหรือในการหาที่หลับที่นอนนั้น ก็ได้เจอสิ่งดีๆ ในช่วงน้ำท่วมนี่แหละฮะ วันนี้มีโอกาสเลยมาเล่าให้ฟังว่ามีอะไรที่ทำให้รู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในยามที่เจอปัญหา(ถึงปัญหาไม่เยอะก็เหอะ)


- ได้ย้ายบ้านเปลี่ยนบรรยากาศ..แน่นอนอยู่บ้านก็สะบายอยู่แล้ว แต่บางครั้งได้เปลี่ยนไปนอนที่อื่นๆ บ้างก็ทำให้ไม่เหงาน่ะ

- ที่ที่แรกคือมาอยู่กับรุ่นพี่ที่ทำงาน มานอนด้วยเพราะอาศับว่าไปทำงานพร้อมพี่เค้า ช่วงนั้นก็เล่นไพ่กินไวน์หรู เพราะอยากใช้ที่เปิด??? แถมได้มีโอกาสได้เล่นกับกระต่ายอีกสามชีวิตที่พี่เค้าเลี้ยงก็แปลกๆ ดีเพราะปกติไม่ค่อยได้เจอสัตว์เลี้ยงที่นอกเหนือจากหมาและแมวเท่าไรแถมเวลาไปทำงานยังติดรถเค้า กระทั่งขากลับด้วย ไม่เสียเงินซักบาทเลย หุหุหุหุ ซึ้งมาก

- ได้ไปอยู่ครอบครัวกับพี่ชาย ได้มีโอกาสเล่นกับหลานเยอะๆ ขึ้น จากโดยที่ปกติ เป็นคนขี้รำคาญเด็ก ประมาณว่าเอ๊งโตคุยรู้เรื่องแล้วค่อยมาเล่นกันน่ะ จนตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว นอกจากจะได้เจอหลาน ช่วยเลี้ยงหลานก็ได้คุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้มากขึ้น ทั้งเรื่องงานเรื่องเที่ยว แม้กระทั่งปัญหาต่างๆ ทำให้รู้สึกดีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ซึ้งมาก

- หลังจากได้อยู่กับพี่ชายมาพักนึงก็ถึงเวลาไปอยู่ที่อื่นเพราะที่อยู่กับพี่ชายไกลมากๆ จากที่ทำงาน >< เลยส่องหาที่นอนใกล้ที่ทำงาน

- หลังจาก(อีกที) มานึกคิดๆ หาที่ๆ ใกล้ที่ทำงาน (จรืงๆ มีที่มาแถวสามย่านแต่เนื่องจากต้องใช้เน๊ตทำงานเลย โ ค ต ร จะไม่สะดวกเลย) ก็ได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งมาจากขอนแก่นมาพักพิงกับเพื่อนๆ แก๊งค์เค้าอีกหลายชีวิต ไอ้เราก็ฟอร์มคุยไปเลยจนวกมาเรื่องหาที่นอน :P ยังไม่ทันอธิบายเท่าไร "มาซิ มานอนบ้านเราก็ได้ โอเคน่ะ" ก็เอ่ยมาจากของเพื่อนคนนี้ ซึ่งถามว่าสนิทไหม ก็บอกได้เลยว่าไม่สนิทเท่าไร แต่ได้คุยอยู่เรื่อยๆ ปีหนึ่งๆ จะได้เจอถึง 4 ครั้งหรือเปล่าเหอะ(ฮา) ซึ้งมาก

- ช่วงเวลาไปอยู่เพื่อนก็ให้เลย 1 ห้องนอนส่วนตัวไปเลยแลกกับการเฝ้าบ้านให้เค้า(เนื่องจากออฟฟิคผมหยุด แต่ออฟฟิคเพื่อนไม่หยุด) และเมื่อถึงวันลาเราก็จะช่วยค่าน้ำค่าไฟฟ้า เพื่อนก็ไม่รับอีกก็เลยเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทน ^^ ซึ้งมาก

- ทีนี้เมื่อถึงเวลาต้องหาที่นอนอีกก็เลยตัดสินไปบ้านเกิดหลังเก่าที่สามย่าน เพราะไม่จำเป็นต้องใช้คอมแล้วเรื่องเน๊ตเลยตัดไปได้เลย "กูอยู่ได้ไม่มีเน๊ตกูก็อยู่ได้" เมื่อได้มาอยู่ที่นี่หลังจากที่ไม่เคยมาเหยียบเลยเกือบสองปี...ช่วงเวลาที่อมยิ้มที่สุดคงเป็นช่วงเวลาที่เดินไปหาไรกินไม่ว่าจะแวะไปไหนคนขายก็จะทักตลอดว่า "นานหน้าไปเลยน่ะ" "เป็นไงบ้าง" "ทำอะไรอยู่" แต่ที่แน่นอนคือทุกร้านพูดเป็นเสียงเดียวคือ "อ้วนขึ้นน่ะเฮีย" ==" ซึ้งมาก

- แล้วที่เด็ดกว่าคือก่อนคืนที่น้ำจะท่วมได้เช่าหนัง DVD มาดู 2 เรื่อง เรื่องใหม่ 1 วันด้วยซิ และหลังจากคืนนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นเลยตัดสินใจย้ายออกมา DVD ที่เช่ามาก็ได้ติดกระเป๋ามาด้วยไม่มีโอกาสได้คืนแน่ๆ จนเวลาผ่านไปเกือบเดือนเต็มๆ เมื่อน้ำลดก็ได้เดินโดยที่เตรียมแบงค์พันกำแน่นอยู่ในมือ พอเดินไปคืน เค้าก็สแกนปุปแล้วก็บอกว่า "ขอบคุณมากครับ" ไม่เก็บเงินนี่หว่าาาา เลยนึกสงสัยว่าพี่เค้าไม่เก็บไม่ปรับเงินบ้างเลยหรอ เค้าเลยยิ้มๆ ตอบกับมาว่า "ไม่เป็นครับเพราะช่วงน้ำท่วมผมก็หยุดปิดยาวไปเลย เข้าใจครับ ช่วยๆ กัน" แหมแบบนี้ตัวผมไปเช่าร้านอื่นก็บาปแย่เลย ร้านนี้แหละอยู่ด้วยกันยาวๆ ออกจากร้านยิ้มไม่หุบเลย ซึ้งมาก

- แล้วก็ยังมีเรื่องที่ได้ทำเสื้อ"ทหารของพระราชา ทหารของประชาชน" ที่เคยพูดในบทความก่อนหน้านี้ อันนี้ก็ซึ้งมากๆ ^^

- ยังเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เยอะเลยที่ไม่ได้เอ่ยถึง...แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ซึ้งน่ะครับ ซึ้งมากเหมือนๆ กัน ซึ้งมากกกกกกกกกกกกกกกก :D

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิทยาการกับความคิดถึง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากพูดถึงมานานมากๆ แล้วถ้าจำไม่ผิดเกือบๆ ครึ่งปีได้หลังจากที่มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคารพนับถือมากมายพูดประมาณว่า คนสมัยนี้คิดถึงกันง่ายขึ้นและก็เลิกกันง่ายขึ้นด้วยเพราะความไฮเทค รวดเร็วของเทคโนโลยี....หลังจากที่คุยๆ กันเรื่องนี้ก็รู้สึกอยากเขียนลงในบล๊อกทันทีแต่ด้วยความที่อยากจะหาคำพูดที่มันไม่ดูเยอะแล้วเข้าใจง่ายๆ เลยไม่ได้ลงซะที ถึงตอนนี้ที่กำลังเขียนอยู่นี่ก็ใช่ว่าผมได้หาคำพูดเหมาะๆ มาเขียนได้แล้ว แต่เพราะกล้วว่าจะไม่ได้เขียนซะทีเลยถือโอกาสเวลาแบบนี้แหละที่จะเริ่มซะที


...บทความนี้เริ่มมากจากความสังเกตว่าทุกวันนี้ โลกเราเล็กลงมาก (ไม่รวมถึงคำว่าโลกกลมน่ะ :P ) เล็กขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่าการแข่งขันกีฬาจากที่ซีกโลกหนึ่งแต่เราที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งก็สามารถนั่งดูถ่ายทอดสดไปพร้อมๆ กับคนในสนามได้เลยทีเดียว ขนาดสงครามเรายังเห็นวินาทีที่ระเบิดลงในสนามรบในอีกซีกโลกเลยทีเดียว เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้อะไรๆ มันเร็วมากๆ


ทีนี้แล้วมาเกี่ยวอะไรกับที่ว่าคิดถึงง่ายขึ้น เลิกกันง่ายขึ้น อันนี้จากทัศนคตืส่วนตัวล้วนๆ ของผมเองคิดว่า...เปรียบเทียบอีกว่าอย่างเช่นการโมโห โกรธต่อกัน ถ้าเรามีแฟนอยู่แล้วเกิดไปเจอเรื่องอะไรก็แล้วแต่ด้วยความโมโห เราจะโทรไปหาแฟนทันที ก็จะไปคุยเรื่องนั้นๆ ทันที หรือเรื่องคิดถึงก้ได้ สมัยนี้เทคโนโลยีทำให้เราส่งความคิดถึงได้หลายหลากแบบเช่น ส่งข้อความ รูปภาพหรือแม้แต่คลิบเสียง แล้วทำไมถึงเลิกเร็วล่ะ เอาประเด็นนี้ก่อน ส่วนตัวคิดว่าคนสมัยก่อนนั้นระบบคมนาคมนั้นไม่เหมือนสมัยนี้เพราะกว่าจะได้พูดคุยกันกว่าจะได้เจอกัน (เดินทางไกลมาลำบากหรือส่งจดหมายกันก็กว่าจะได้รับ) เพราะเมื่อเรามีเหตุการ์ณนี่คุ่นเขืองต่อกันกว่าเราจะได้พบ กว่าเราจะได้เจอคงทำให้เรื่องที่เราไม่สบายใจนั้นได้บรรเทาลดลงไปหมดแล้วจนตะกอนมันนิ่งแล้วหายไปในที่สุด อย่างเช่นถ้าความคิดถึงล่ะ คงเป็นความคิดถึงแบบสุดๆ เหมือนที่เมื่อก่อนจะมีบทเพลง หรือโวหารที่พรรณาถึงคนรักที่ปัจจุบันยังเหลือมีมาให้เห็นอยู่ เพราะกว่าที่คนรักกัน คนสองคนจะได้เจอกันความคิดถึงที่มากมายคงกลบเรื่องความไม่สบายใจทั้งหลายแหล่จนหมดไป ความคิดถึงมากๆ แบบนี้จึงได้มีอารมณ์แบบว่าแค่เห็นหลังคาบ้านก็ชื่นใจแล้ว คำนี้จริงแท้แน่นอน แต่สมัยนี้ความคิดถึงไปเร็วกันมากยังที่บอกข้างต้น แต่สุดท้ายไปว่ายุคสมัยใดการเลิกกัน การคิดถึงกัน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีอะไรทั้งนั้นเพราะความรู้สึกที่มาจากข้างใน ความรู้นี้แหละ ที่ไม่มีเทคโนโลยีตัวไหนเข้าใจได้เลย ไม่ว่าคนยุคไหนๆ ความรู้สึกก็ได้ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีไปหมด บางทีภายภาคหน้าแค่เราคิดถึงใครซักคนในความคิด คนคนนั้นก็คงได้ยินเสียงเองโดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปากออกไปก็ได้ ^^


ปล. หลังจากที่เขียนมาถึงประโยคนี้แล้วก็ยังรู้สึกว่าตัวเองพูดวกไปวนมากๆ แต่ยังไงเสีย ความตั้งใจที่จะพูดในเรื่องนี้ในที่สุดก็ได้พูดซะที (ฮา)

Papa Shabby Chic ร้านแว๊นแว่นที่ไม่แว๊น

ย้อนกลับไปหลายอาทิตย์ก่อนนานมากพอสมควร เพื่อนสาวจากขอนแก่นได้เข้ามาทักใน MSN "ว่าจะเปิดร้านขายแว่นให้ช่วยทำ logo ให้ทีซิ แบบไหนก็ได้ไม่ซีเรียส" เนื่องจากผม(ผู้เขียน)มีจิตใจที่ดีเลยรับปากไปว่าเด๋วจัดให้ รอแปป อาศัยช่วงงานไม่มี เลยมานั่งทำโดยใช้วงกลมเป็นหลัก เอารูปทรงของแว่นหลักๆ เป็นส่วนใหญ่ แล้วจากทำได้ไปประมาณสองสามอันคร่าวๆ ก็ส่งไปให้เพื่อนดูปรากฎว่ามีอันที่ถูกใจใช่เลยอยู่อัน แต่เค้าได้ขอเพิ่มมาว่าอยากให้โทนสี ดู vintage เก่าๆ เลยได้ใช้สีน้ำตาลให้รู้สึกดูเก่าแบบตั้งใจ แล้วได้เปลี่ยน Font เพราะตัวอักษรของ Font ความรู้สึกของผมมันค่อนข้างบ่งบอกอะไรได้ชัดเจนมากๆ....

รูปนี้เป็นแบบคร่าวๆ ที่ส่งไปให้เพื่อนดู โชคดีที่มีที่ถูกใจ
ชื่อร้าน "Papa Shabby Chic"
ส่วนรูปนี้เป็น logo ที่ทางเพื่อนได้โอเคแล้วปรับเสร็จสรรพ จนเป็นแบบที่เห็น

ซึ่งต้องขอสารภาพเลยว่าหลังจากที่เพื่อนบอกว่าจะขายแว่นนั้น เราคิดไปว่าคงเป็นร้านที่มีแว่นเยอะๆ 199 บาท คล้ายที่ขายๆ กันตามห้างต่างๆ แต่ที่ไหนได้..."เป็นแว่นตากันแดดสุด Chic สุด Cool สุดแนว ยี่ห้อ Quay Eyewear, Australia ราคาสบายกระเป๋า ต้องมีซักอันซะแล้วจะได้ไม่ตกเทรนด์ ... เนอะ!" (ยืมคำโฆษณาจากทางร้านมาเลยล่ะกันน่ะ)
ไปที่ http://www.facebook.com/p.shabbychic รับรองคงมีที่ถูกใจแน่นอนฮะ

แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ทำ logo อันนี้น่ะซิ เพราะหลังจากที่ทำ logo นี้ที่บ้านผมน้ำท่วม!!! เลยต้องโยกย้ายไปเรื่อยๆ แต่เนื่องจากบ้านเพื่อนคนนี้ใกล้ที่ทำงานมากเลยฟอร์มๆ ถามว่าจะอาศัย ยังไม่ทันถามอะไรมาก..เพื่อนก็ให้มาอยู่อาสัยชั่วคราวได้อีก ซึ่งต้องขอขอบคุณในที่นี้เลยว่าพวกเจ้าสาวขอนแก่นทั้งสามคนกับอีกหนึ่งหนุ่มนั้นน้ำใจงามมากๆ ไว้ปีหน้าถ้าน้ำท่วมอีกจะไปเป็นภาระอีกน่ะ :P

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผลลัพธ์

วันนี้ได้มีโอกาสเจอเพื่อน ซึ่งได้คุยกันหลายเรื่องทั้งเรื่องงาน เรื่องคน จนกระทั้งเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ........ถามว่าเกี่ยวอะไรกับผลลัพธ์ที่ขึ้นเป็นชื่อบทความนี้ไหม พูดได้เต็มปากเลยฮะว่าไม่เกี่ยว แต่ที่เกริ่นมาเพราะจะขึ้นเรื่องว่ามาได้หยุดคุยเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งคือการดำเนินชีวิต ที่นึกถึงผลลัพธ์ที่คาดคะเนล่วงหน้าก่อนที่จะตัดสินใดๆ เลยทำให้นึกถึงการ์ตูนเรื่อง "jojo ล่าข้ามศตวรรษ" ตอนหนึ่งก็ได้พูดเรื่องแบบนี้เหมือนกันว่า...

ตัวละครนี้ชื่อว่า "อาบัคคิโอ้" ได้นั่งอยู่ร้านกาแฟตอนเช้าที่เมืองๆ หนึ่ง เมื่อนั่งไปได้ซักพักก็ได้ยินเสียงดัง "แกรก แกร่ก" จึงก้มลงไปใต๊ะ ก็ได้เห็นว่ามีตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเก็บ ซากแก้ว กระจกอยู่อย่างขะมักเขม่น อาบัคคิโอ้ก็เกิดสงสัย ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ตำรวจคนนั้นก็เลยตอบมาว่า "กำลังหารอยนิ้วมือคนร้าย เพราะเนื่องจากเมื่อคืนมีคนทะเลาะวิวาทแล้วมีคนเสียชีวิตทำให้ต้องมาหารอยนิ้วมือเพื่อตามหาคนร้ายไปดำเนินคดีต่อไป" หลังจากได้ฟัง อาบัคคิโอ้ได้สงสัยแล้วก็ถามว่า "เออ ขอโทษน่ะ จะขอถามอะไรสักหน่อยมีเรื่องสงสัย และเพื่อประดับความรู้ว่า ถ้านาย(ตำรวจคนนั้น)ที่กำลังนั่งหาเศษแก้วเพื่อหารอยนิ้วมือ ซึ่งนายอุตสาห์นั่งถ่อหาแทบเลือดกระเด็นแบบนี้ แต่เมื่อหาเสร็จกลับพบว่าไม่มีรอยนิ้วมือหรือเอาเป็นว่าพอนายเจอรอยนิ้วมือตามตัวคนร้ายพบแต่คนร้ายคนนั้นได้จ้างทนายความที่เก่งจนเอาชนะคดีหลุดมาได้แบบนี้ นายจะรู้สึกยังไงเพราะต้องทนมานั่งหารอยนิ้วมือแบบนี้" ตำรวจคนนั้นนั่งเงียบได้แปปนึงแล้วก็ได้พูดมาว่า "อืม นั่นซิฮะ ผมไม่ได้คิดส่วนนั้นซะด้วยซิ ถ้าคนเรามัวแต่คิดถึงผลลัพธ์ก็คงลืมบางสิ่งบางอย่างไป ทุกๆ คนคงข้ามขั้นตอนไปผลลัพธ์กันหมดโดยที่ไม่ได้พบกับความจริงที่มีอยู่ และถ้าเป็นแบบนั้นก็คงไม่มีใครไปถึงให้สิ่งที่เราต้องการเพราะเมื่อเราคิดแบบนั้นว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง เราก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่ๆ ควรจะทำ"

หลังจากที่เล่าเรื่องนี้จบ ผมกับเพื่อนก็ได้คุยกันว่า ก็เหมือนอย่างที่ตำรวจคนนั้นบอก ถ้าทุกคนมัวแต่คิดถึงผลลัพธ์การกระทำต่างๆ ก่อนที่จะไปยังผลลัพธ์นั้นก็คงไม่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่เกิดผลลัพธ์แบบที่เราหวังไว้ด้วยซำ้เพราะผลลัพธ์ที่เรามักคาดคะเนก่อนที่เราจะทำอะไรนั้น ผลลัพธ์จะมักขึ้นต้นด้วยคำว่าเป็นไปไม่ได้ตลอด บางครั้งผลลัพธ์ก็ไม่ใช่จุดประสงค์ที่เราต้องการแค่อย่างเดียว เหมือนที่มีคำๆ หนึ่งในรายการ "หนังพาไป" ที่หลังรายการจบจะมีคำส่งท้ายที่ว่า "จุดหมายปลายทางอาจไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม"

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

2nd anniversary

ปีที่แล้ว หงุดหงิด หมาพันธ์ุปั๊ก ที่สถาปนาเป็นลูกสาวของผม โดยที่ 'โคด-ตะ-ระ' ตั้งใจให้มันมีสถานภาพแบบนั้น
ครั้งแรกหลังจากที่เกิด 1 ขวบได้มี project ทำเสื้อลายของหงุดหงิดโดยที่ออกแบบโดย คุณตุ้ย เพื่อนร่วมงามสุดหล่อ เพื่อที่ทำขายและนำเงินที่กำไรไปทำบุญเกี่ยวมูลนิธิหมาต่างๆ ให้เป็นกุศลแต่หงุดหงิดสืบไป แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำออกมา จนปีนี้(2011) ครบรอบสองขวบ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน จึงเลยภือเป็นธรรเนียมปฏิบ้ติในการออกแบบลายเสื้อให้แก่หงุดหงิด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ เมื่อใดที่พร้อม ลายเสื้อหงุดหงิดนี้ จะเป็นลายแรกที่จะผลิตเป็นงานแรกอย่างแน่นอน

ลายนี้จะเป็นรูปหน้าของลูกสาวซึ่งลายจะมาจากตัวอักษรชื่อของหงุดหงิด ภาษาอังกฤษ
Ngud-Ngid JangswangSrisook


อันนี้คือรูปที่ zoom in เข้าไป ว่าเป็น ตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้งหมด

ปล. ผมของระบายผ่านบล๊อกในนี้เลยน่ะ

หงุดหงิด ก่อนวันเกิดปีนี้ของเธอ พ่อมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งทั้งหมดเกิดมากจากตัวพ่อเองทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ไม่ว่าจะกี่ปี พ่อก็ยังคงรอให้ทุกอย่างเหมือนเดิม ให้เป็นวันที่ปกติของเราทั้งสามเหมือนเดิม ที่สำคัญ เพราะมีเราลูกสาวคนนี้ พ่อคิดว่าไม่ว่าจะยังไง แม่ของเธอก็จะยังไม่ลืมพ่อ รักแกมากเลยน่ะไอ้หมาหน้าดำ!!!

Project : เสื้อทหาร ใครๆ ก็ทำได้!!!

ช่วงที่น้ำท่วมแรกๆ เคยบ่นให้เพื่อน กับลงสเตตัสไปว่า "อาชีพอย่างเรา(กราฟฟิก) นี่ เวลามีเรื่องภัยวิบัติต่างๆ เราช่วยได้ค่อยจะได้เหมือนอาชีพช่างต่างๆ"..............
จนน้ำได้ท่วมล่วงเลยไปสักระยะใหญ่ๆ มีรุ่นพี่ที่นับถือคนหนึ่ง มาทักให้ช่วยอะไรหน่อย คือออกแบบวาง text คำว่า "ทหารของพระราชา ทหารของประชาชน" โดยที่ให้ Font ของทางทหารมา 8 แบบ และยังบอกอีกว่าพี่เค้าจะทำเพื่อสมทบทุนไปทำสกีนลงบนเสื้อของทหาร(เสื้อข้างใน อารมณ์เสื้อรด. ทั่วไป) ก็ช่วยๆ กัน เราก็รับปากกันที เพราะรู้สึกเนี่ยแหละ คือสิ่งที่อาชีพเราถนัดในการช่วยเหลือแบบนี้ ก็เลยได้มา 8 แบบ โดยทีแรก พี่เค้ากะโหวตให้เลือกกัน แต่จังหวะ ที่เราเสนอ เลือกไปนั้นพี่เค้าก็ตัดบทขึ้นมาว่า งั้นเอาแบบนี้แหละ ให้เครดิตคนทำด้วย ^__________^ (ดูสึกดีใจ ยิ้มขึ้นมาซะเฉยๆ) และดีใจอีกนิดที่ทางพี่เค้าเข้าใจในสิ่งที่เราเสนอ


รูปนี้คือ 8 แบบที่ว่า อันที่ผมเลือกคือแบบ 2

โดยที่แบบที่เลือกนั้น สกรีนข้างหลังบรรทัดแรกคำว่า "ทหาร" จะตัวเล็กกว่า "พระราชา" บรรทัดที่สอง คำว่า "ทหาร" และ "ประชาชน" เท่าเทียมกัน



รูปนี้คือโปสเตอร์ ที่พี่เค้าไปลงใน FB เพื่อโฆษณากระจายๆ ต่อไป


ส่วนรูปอันนี้คือเสื้อที่ผลิตจริงใส่จริง เก๋มากมาย ^^

หลังจากได้เห็นรูปที่เค้าแท๊กๆ จากใน FB ที่มีคนใส่เสื้ออันนี้รู้สึกดีใจมากๆ กับตัวเอง เพราะอย่างที่บอกว่าเพิ่งบ่นไปว่าอาชีพเราช่วยไรได้ว่ะเวลาแบบนี้ แต่วันนี้พี่สาวคนนึงก็มาใช้บริการจนเกิดสิ่งดีดี ขอบคุณมากพี่ๆ ที่ทำให้ตัวเองมีคุณค่ามาทันที....จบประโยคแบบนี้ เลยต้องขอจบคำสวยๆ ที่ยืมมาจากพี่เค้าว่า "คนเรามีคุณค่าในตัวเองเสมออยู่ที่เราจะมองตัวเองอย่างไร"